หน้าแรก เรียนต่อต่างประเทศ สอบติด Top 10 ม.ระดับโลก

เรียนต่อมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา ไม่ยากอย่างที่คิด แค่เตรียมตัวตามขั้นตอนนี้!

วันที่เวลาโพส 02 พฤศจิกายน 60 14:24 น.
อ่านแล้ว 0
P' แพว AdmissionPremium

ใครที่มีความใฝ่อยากเรียนต่อในต่างประเทศ และฝันอยากไปประเทศที่ขึ้นชื่อด้านการศึกษาในอันดับต้นของโลกอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ติดตรงที่ไม่รู้ต้องเริ่มต้น ต้องเตรียมตัว หรือต้องจะวางแผนอย่างไร ขอบอกเลยว่าจริงๆ แล้ว การสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้ยากอย่างที่คิด! เพียงแต่เราต้องทำความเข้าใจในระเบียบ ขั้นตอน เกณฑ์และวิธีการต่างๆ ให้แน่ชัดเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมเท่านั้น 

และพูดถึงการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา หลายๆ คนก็อาจเคยได้ยินคำว่า “Holistic admission” กันมาบ้างแล้ว ซึ่ง Holistic admission นั้น เป็นสิ่งที่ทำให้การสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาแตกต่างจากการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่อื่นๆ ในโลก 


แล้ว “Holistic admission” คืออะไร? ปกติตามที่เรารู้ มหาวิทยาลัยในประเทศส่วนใหญ่หรือแม้แต่ประเทศไทยเอง มีเกณฑ์คัดคนเข้าเรียนต่อโดยดูจากเกรดเฉลี่ยหรือผลคะแนนสอบเท่านั้น แต่สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีระบบการคัดคนเข้าเรียนต่อที่เรียกว่า Holistic admission คือการวัดความเหมาะสมของนักเรียนแต่ละคน ด้วยองค์ประกอบในหลากหลายด้านที่เกี่ยวกับตัวเด็กนักเรียนคนนั้นที่ไม่ใช่แค่เกรดหรือคะแนนสอบ แล้วนำมาเทียบดูว่าเด็กคนนั้นเหมาะสมกับมหาวิทยาลัยหรือไม่ 

นั่นแปลว่า “เกรด” ไม่ใช่สิ่งสำคัญอย่างเดียวที่เราจะต้องใช้ในการเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา แต่เราจะต้องพัฒนาตัวเอง และทำการบ้านเพื่อตอบโจทย์ด้านอื่นๆ ที่แต่ละมหาวิทยาลัยจะใช้ประกอบการพิจารณาด้วย และนี่คือ 4 ปัจจัยที่ต้องใช้ประกอบการสร้างโปรไฟล์ หากอยากเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกา




1. เกรดและคะแนนสอบภาษาอังกฤษ

สิ่งที่ต้องมี ได้แก่
- เกรดโรงเรียน 
- Ranking ของเราในชั้นเรียน
- 2 Teacher Recommendation Letters (จดหมายแนะนำตัวเด็กจากครู อย่างน้อย 2 คนที่รู้จักนักเรียนดี)
- คะแนน TOEFL/IELTS เพื่อทดสอบว่าเราสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ดีตามมาตรฐานหรือไม่
- ผลการสอบ SAT (SAT 2) บางแห่งอาจจะขอ SAT2 หรือ SAT subject tests ด้วย

ข้อแนะนำ: 
- สมัครสอบไว้ล่วงหน้า เพราะสถานที่สอบอาจเต็ม จัดหาที่ติวให้พร้อมก่อนวันสอบ ประมาณ 3 เดือน ก่อนวันสอบแรกของแต่ละอย่าง และเผื่อเวลาไว้ให้สอบซ่อมได้อย่างน้อย 2 ครั้ง เพื่อคะแนนที่ดี  
- Teacher Recommendations ควรบอกให้ครูเริ่มเขียนก่อนส่ง application ล่วงหน้า 3 เดือน


2. กิจกรรมที่เราเคยทำ

สิ่งที่มหาวิทยาลัยจะพิจารณารับเราเข้าเรียนต่อ นอกจากดูเกรดหรือผลการสอบต่างๆ ก็คือ กิจกรรมที่เราได้ทำในชีวิตนักเรียนมัธยม โดยเฉพาะช่วงปีสุดท้าย เช่น กิจกรรมในโรงเรียน กิจกรรมนอกโรงเรียน สิ่งที่เราชอบทำ งานอดิเรกของเรา การฝึกงาน กิจกรรมเพื่อสังคม โปรเจกค์ด้านการเรียนที่เราทำขี้นมาเอง หรือมีคนช่วยแนะ การลงเรียนตอน ซัมเมอร์ และอื่นๆที่คิดออกแล้วดูดีที่จะเขียนไปว่าทำ

ข้อแนะนำ : สำหรับการเลือกทำกิจกรรมคือ กิจกรรมไหนที่น้องๆ เป็นคนเริ่ม เป็นหัวหน้าที่ต้องมีความรับผิดชอบสูง หรือทำมาเป็นระยะเวลานาน จะยิ่งได้คะแนนการพิจารณาดีเป็นพิเศษ


3. เลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับตัวเราเอง

การเลือกมหาวิทยาลัยในการเรียนต่อนั้น มีองค์ประกอบหลายอย่างด้วยกัน แต่สิ่งสำคัญหลักที่น้องๆ ต้องคิดก็คือ ทำไมมหาวิทยาลัยนั้น ถึงใช่สำหรับเรา และ ทำไมเราถึงใช่สำหรับมหาวิทยาลัยนั้น เป็นคำตอบที่ควรจะหาคำตอบให้ตัวเองได้ในช่วงเนิ่นๆ

ข้อแนะนำ : ในการเลือกมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับตัวเอง แต่เรายังไม่มีข้อมูลไม่มากพอหรือยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าที่ไหนจะเหมาะกับตัวเอง ก็สามารถใช้บริการให้คำปรึกษาหรือ counseling เพื่อช่วยตอบโจทย์ในการเลือกมหางิทยาลัยได้อีกทาง



4. เรียงความ และ Common Application

มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา กว่า 90% จะใช้เวปไซต์ The Common Application หรือ CommonApp  ในการรับสมัครนักศึกษา โดยน้องๆ คนไหนที่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัยจะต้องกรอกข้อมูลลงในใบสมัคร พร้อมเขียนเรียงความ 1-2 บท เกี่ยวกับตัวเองเพื่อให้มหาวิทยาลัยได้รู้จักเรามากขึ้น  ซึ่งเรียงความนี้จะถูกส่งให้กับทุกมหาวิทยาลัยที่เราเลือกหรือต้องการเข้าเรียน ที่ใช้ Common Application โดยมหาวิทยาลัยไหนที่ไม่ใช้ Common Application ก็จะรับสมัครผ่านเวปไซต์ของตัวเอง 

ข้อแนะนำ : การหาบริการ counseling สามารถช่วยตอบโจทย์เราได้เช่นกัน ควรเริ่มวางแผนการเขียนและเริ่มเขียนประมาณ 3-4 เดือน ก่อนวันส่ง essay



ขอบคุณข้อมูลจาก: edusmith.in.th

 

ถามตอบกับทีมงานและเพื่อน ๆ


คนอื่นๆอ่านเรื่องนี้ แล้วมักจะอ่านเรื่องต่อไปนี้ต่อ