หน้าแรก คลังความรู้ การพัฒนาตนเอง

สัญญาณเตือนจากจีน! เมื่อ AI เริ่มแย่งงานเริ่มต้นของเด็กจบใหม่กว่า 12.7 ล้านคน

วันที่เวลาโพส 09 กันยายน 69 11:57 น.
อ่านแล้ว 0
P'Jin AdmissionPremium

ปีนี้จีนมีบัณฑิตจบใหม่ที่กำลังหางานประมาณ 12.7 ล้านคน ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดเท่าที่เคยมีมาและเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี บัณฑิตกลุ่มนี้เผชิญปัญหาซ้อนกันสองชั้น คือตลาดงานที่ล้นอยู่แล้วจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาและตำแหน่งงานเริ่มต้นที่หดตัว บวกกับความไม่แน่นอนใหม่จาก AI ที่กำลังปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเปลี่ยนเกณฑ์การคัดเลือกของฝ่ายบุคคล

12.7 ล้านคน
บัณฑิตจบใหม่ที่กำลังหางานในจีนปี 2026 สูงสุดเป็นประวัติการณ์
17.9%
อัตราว่างงานของประชากรเขตเมืองอายุ 16-24 ปี เดือนกรกฎาคม 2026
2,800+
ใบสมัครงานที่บัณฑิตรายหนึ่งยื่นไปในรอบปี โดยยังไม่มีข้อเสนองาน

เมื่อ AI แย่งงานที่เคยเป็นของบัณฑิตจบใหม่

จิน ซ่างอวี้ วัย 26 ปี กำลังจะจบปริญญาโทด้านผังเมืองจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง แต่กลับพบว่า AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนวงการที่เธอตั้งใจจะเข้าทำงานไปแล้ว ประกาศรับสมัครงานเต็มไปด้วยตำแหน่งที่ต้องการทักษะ AI ขณะที่งานสายเดิมกลับลดจำนวนลงเรื่อย ๆ งานหลายอย่างที่เคยต้องใช้ทีมงานหลายคนในช่วงเริ่มต้นโปรเจกต์ ตอนนี้ทำได้ด้วยการคลิกเมาส์ไม่กี่ครั้ง

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดเฉพาะในจีน หลายประเทศทั่วโลกก็เผชิญความกังวลว่างานระดับเริ่มต้นอาจหายไปเช่นกัน แต่นักวิชาการชี้ว่าในจีนความกังวลนี้รุนแรงเป็นพิเศษ เพราะประเทศรับเอา AI มาใช้เร็วมากด้วยแรงหนุนจากรัฐบาลและกระแสความนิยมในสังคม ขณะที่อัตราว่างงานเยาวชนยังสูงต่อเนื่อง

เสียงจากบัณฑิตที่กำลังหางาน

ผังเมือง · ม.ฮ่องกง
จิน ซ่างอวี้ (26 ปี)

สมัครงานฝึกงานและตำแหน่งเริ่มต้นไปแล้วราว 150 ตำแหน่งทั้งในฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่โดยไม่ได้รับการตอบกลับ แม้จะลงทุนเรียนคอร์ส AI ราคาราว 400 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อสร้างจุดเด่นก็ตาม เธอมองว่าโอกาสที่รุ่นพี่เคยมีกำลังจะหายไป เพราะเศรษฐกิจซบเซาทำให้โปรเจกต์ออกแบบน้อยลง และงานที่เคยให้เด็กฝึกงานทำก็เริ่มถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ระหว่างนี้เธอใช้ AI ช่วยทำพอร์ตโฟลิโอของตัวเองเพื่อให้โดดเด่นขึ้น

การแพร่ภาพกระจายเสียงทีวี
ซินเนีย โจว

ยื่นใบสมัครงานไปแล้วกว่า 2,800 ตำแหน่งในรอบปีที่ผ่านมา ได้สัมภาษณ์ไม่ถึง 20 ครั้งและยังไม่มีข้อเสนองานแม้แต่ตำแหน่งเดียว จากที่เคยเลือกสมัครเฉพาะงานที่ตรงสายก็เปลี่ยนมาสมัครแทบทุกตำแหน่งที่เจอ เธอสังเกตว่าตำแหน่งงานเกี่ยวกับการผลิตละครและรายการที่ใช้ AI สร้างเนื้อหาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่นายจ้างมักต้องการผู้สมัครที่มีประสบการณ์มาแล้วเท่านั้น

บริหารการจัดการ
ลูนา หวัง (25 ปี)

สมัครงานไปเกือบ 200 ตำแหน่งในสายบริหารโครงการ บริหารผลิตภัณฑ์ และจัดซื้อจัดจ้าง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมากนัก อย่างไรก็ตาม เธอค่อนข้างมองบวกต่อผลกระทบของ AI ต่ออาชีพของตัวเอง เพราะงานที่เธอสมัครต้องใช้การเจรจาต่อรองและปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้า ซึ่งเธอเชื่อว่า AI ยังทดแทนได้ยาก

ทำไมรัฐบาลจีนถึงกังวลเป็นพิเศษ

เนื่องจากความชอบธรรมทางการเมืองของผู้นำจีนผูกอยู่กับคำมั่นเรื่องความมั่งคั่ง อัตราว่างงานเยาวชนที่สูงจึงมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นชนวนความไม่พอใจทางสังคม รัฐบาลตอบสนองด้วยการกดดันให้บริษัทหลีกเลี่ยงการเลิกจ้าง มีคำพิพากษาของศาลหลายคดีที่ส่งสัญญาณว่าจะไม่ยอมรับ "การประหยัดต้นทุนจาก AI" เป็นเหตุผลในการเลิกจ้างพนักงาน และเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รัฐบาลประกาศมาตรการสนับสนุนการจ้างงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย

ผลกระทบของ AI และระบบอัตโนมัติในปัจจุบันยังเห็นชัดที่สุดในภาคการผลิตและงานส่งอาหาร ส่วนผลกระทบต่องานสายออฟฟิศเพิ่งเริ่มปรากฏให้เห็น ตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ

"ผลกระทบด้านตลาดแรงงานจาก AI น่าจะเป็นความกังวลอันดับต้น ๆ ของทางการจีนในเรื่อง AI ตอนนี้"

— สก็อตต์ ซิงเกอร์, Carnegie Endowment for International Peace

การแข่งขันสะสมวุฒิ

คริสเตียน เหยา อาจารย์อาวุโสจาก Victoria University of Wellington ประเทศนิวซีแลนด์ ผู้ศึกษาการหางานของคนรุ่นใหม่ในจีน ระบุว่า AI มาถึงในจังหวะที่ยากลำบากอยู่แล้ว แม้จะไม่ใช่ต้นตอของปัญหาก็ตาม เขาชี้ว่าแม้ AI จะสร้างโอกาสงานใหม่บางส่วน แต่ส่วนใหญ่เปิดกว้างเฉพาะกลุ่มคนที่มีทักษะ AI อยู่แล้ว ขณะเดียวกันงานสายออฟฟิศระดับจูเนียร์ เช่น งานธุรการ งานวิจัย การวิเคราะห์ขั้นพื้นฐาน และการเขียนโค้ด มีความเสี่ยงถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติมากกว่า

"เรากำลังเห็นตำแหน่งงานระดับจูเนียร์เรียกร้องวุฒิปริญญาโท และบางครั้งถึงขั้นปริญญาเอก"

— คริสเตียน เหยา, Victoria University of Wellington

สำหรับจิน ซ่างอวี้ เธอยังคงสมัครงานต่อไปพร้อมกับความหวังว่าความปั่นป่วนของตลาดแรงงานจากผลกระทบของ AI จะคลี่คลายลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

บทวิเคราะห์: เด็กไทยปรับตัวอย่างไร ได้อะไรจากเรื่องนี้

แม้บริบทตลาดแรงงานจีนจะต่างจากไทยหลายอย่าง แต่สัญญาณที่เกิดขึ้นกับบัณฑิตจีนเป็นเหมือน "ตัวอย่างล่วงหน้า" ที่นักเรียนไทยที่กำลังเลือกคณะควรจับตา เพราะปรากฏการณ์เดียวกันกำลังไล่หลังมาทุกประเทศ เพียงแต่จีนเจอเร็วกว่าเนื่องจากรับ AI มาใช้เร็วกว่าที่อื่น

วุฒิสูงอย่างเดียวไม่พอ เมื่อตำแหน่งงานระดับจูเนียร์เริ่มเรียกร้องวุฒิปริญญาโทหรือปริญญาเอก การไล่เรียนต่อให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อหนี AI อาจไม่ใช่คำตอบเสมอไป สิ่งที่ต่างออกไปจริง ๆ คือทักษะเฉพาะที่ตลาดต้องการ ณ ตอนนั้น ไม่ใช่แค่ใบปริญญา

เลือกงานที่ต้องใช้คนจริง ๆ งานที่ต้องเจรจาต่อรองและปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้า ยังเป็นกลุ่มที่ AI ทดแทนได้ยากกว่า สำหรับเด็กไทยที่กำลังเลือกคณะ นี่คือสัญญาณว่าทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ การเจรจา และการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่มีสูตรตายตัว จะยังมีมูลค่าต่อไปแม้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหนก็ตาม

ใช้ AI เป็นเครื่องมือ ไม่ใช่รอให้ AI แทนที่ การใช้ AI ช่วยสร้างผลงานหรือพอร์ตโฟลิโอของตัวเองเพื่อสร้างจุดต่าง ดีกว่ามองว่า AI เป็นศัตรูอย่างเดียว การฝึกใช้ AI เป็นเครื่องมือทำงานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ อาจเป็นทักษะที่ทำให้บัณฑิตไทยได้เปรียบกว่าคนที่ไม่คุ้นเคยเลย

ที่มา nytimes

คนอื่นๆอ่านเรื่องนี้ แล้วมักจะอ่านเรื่องต่อไปนี้ต่อ