P'Jin AdmissionPremium
การประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 81 ของกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หรือการประชุม IMF-World Bank 2026 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ประเทศไทย ได้เปิดเวทีเสวนาหัวข้อ "Small AI: More and Better Jobs" เพื่อร่วมหาทางออกและทิศทางอนาคตของแรงงานและเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา
ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์เคยเป็นสถานที่จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีครั้งที่ 46 เมื่อปี พ.ศ. 2534 (ค.ศ. 1991) และหลังจากนั้น 35 ปี การประชุมครั้งที่ 81 ได้กลับมาจัดที่นี่อีกครั้ง ท่ามกลางบริบทโลกและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัจจุบัน AI ขยายตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา แต่การลงทุน กำลังการคำนวณ (Compute) และบุคลากรส่วนใหญ่ยังกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขั้นสูง
Small AI (ปัญญาประดิษฐ์ขนาดเล็ก) คือเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ราคาเข้าถึงได้ ใช้งานได้จริงบนสมาร์ตโฟนแม้ในพื้นที่ที่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจำกัด และรองรับข้อมูลและภาษาท้องถิ่น คุณสมบัตินี้ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาย่นระยะเวลาการพัฒนาจากหลายทศวรรษเหลือเพียงไม่กี่ปี
ในอีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่ 1.2 พันล้านคนเข้าสู่วัยทำงานในประเทศกำลังพัฒนา ความเสี่ยงหลักของประเทศเหล่านี้จึงไม่ใช่การที่ AI จะแย่งงาน แต่คือความล่าช้าในการนำ AI มาใช้สร้างงานใหม่
อาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก เปิดเผยว่า ธนาคารโลกปรับจุดมุ่งหมายหลักมาที่การสร้างงาน เนื่องจากในอีก 15 ปีข้างหน้า จะมีเยาวชน 1.2 พันล้านคนอายุครบ 18 ปี โดยคำว่างานในที่นี้หมายถึงการทำให้คนเป็นส่วนหนึ่งที่มีประสิทธิผลในสังคม มีความหวัง และมีศักดิ์ศรีจากรายได้
การสร้างงานต้องเริ่มจากรากฐาน ทั้งโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ มนุษย์ และนโยบายภาครัฐที่ถูกต้อง เช่น สถาปัตยกรรมนโยบายของสิงคโปร์ รวมถึงการลดความเสี่ยงเพื่อให้ทุนภาคเอกชนเข้ามาลงทุน เนื่องจากภาคเอกชนเป็นผู้สร้างงาน 75–85% ในทุกประเทศ
ในประเทศตลาดเกิดใหม่ คำถามไม่ใช่เรื่อง Large Language Models (LLM) ที่ผู้คนกังวลว่าจะมาแย่งงาน แต่เป็นเรื่องแอปพลิเคชัน AI ขนาดเล็กที่จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในระบบการศึกษา สาธารณสุข และการเกษตรสำหรับเกษตรกรรายย่อย
5 สาขาเศรษฐกิจสำคัญ จากการทำงานในคณะกรรมการการสร้างงาน (Jobs Council) ร่วมกับประธานาธิบดีสิงคโปร์
โครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้าง
การเกษตรสำหรับเกษตรกรรายย่อย
ระบบสาธารณสุขปฐมภูมิ
การท่องเที่ยว เช่น ประเทศไทย
อุตสาหกรรมการผลิตและการแปรรูปมูลค่าเพิ่ม
ศูนย์สาธารณสุขปฐมภูมิที่มีพยาบาลหรือหมอตำแย สามารถใช้สมาร์ตโฟน 3G ถ่ายรูปอาการป่วย เช่น ผื่นผิวหนัง แล้วส่งผ่านเครื่องมือ AI ขนาดเล็กเพื่อประเมินโรคเบื้องต้น และนัดหมายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้คนไข้ได้ทันที
ความร่วมมือกับ Google สร้างแพลตฟอร์มช่วยเกษตรกรรายย่อย เกษตรกรที่ไม่รู้หนังสือสามารถใช้สมาร์ตโฟน 3G สแกนใบพืชที่เป็นโรค ระบบ AI จะวิเคราะห์และแนะนำยาฆ่าแมลง พร้อมกดสั่งซื้อในราคา 25 รูปีผ่านบัญชีธนาคารดิจิทัล และมียาฆ่าแมลงส่งถึงบ้าน
บังการะบุว่า LLM อาจสร้างผลกระทบต่อตำแหน่งงานในประเทศพัฒนาแล้ว แต่ในประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำ Small AI คือโอกาสมหาศาลในการเพิ่มผลิตภาพและสร้างงาน โดยคำว่า Small AI มีจุดเริ่มต้นจากเวทีหารือของ Jobs Council ร่วมกับประธานาธิบดีสิงคโปร์ และสิ่งที่เขาอยากเห็นคือการนำ Small AI เข้าสู่ประเทศตลาดเกิดใหม่ให้ได้มากที่สุด
ธาร์มัน ชันมูการัตนัม (Tharman Shanmugaratnam) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ระบุว่า Small AI ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงต้องเริ่มจากภารกิจที่ถูกต้อง ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทำงานร่วมกัน และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ
การเติบโตทางเศรษฐกิจจำเป็นต่อการสร้างงานที่ดี แต่ตัวมันเองไม่เพียงพอ เช่น จีน อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศรษฐกิจเติบโตได้ดีแต่การสร้างงานกลับอ่อนแอ เกิดช่องว่างระหว่างการเติบโตกับการสร้างงาน ซึ่ง AI จะยิ่งทำให้ช่องว่างนี้กว้างขึ้นหากภาครัฐวางนโยบายแบบตั้งรับ
ความเสี่ยงแรงงานรูปตัว K (K-shaped) ในยุคระบบอัตโนมัติคลื่นแรก แรงงานไร้ฝีมือในภาคการผลิตคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ แต่ในคลื่น AI ครั้งนี้ กลุ่มที่น่าห่วงคือแรงงานชนชั้นกลางที่อาจตกงานหากไม่มีการเตรียมพร้อม
4 โอกาสสำคัญสำหรับประเทศกำลังพัฒนา
ภาคการผลิต
ยังมีโอกาส เนื่องจากต้นทุนแรงงานในหลายพื้นที่ของประเทศกำลังพัฒนา เช่น บางรัฐในอินเดีย หรือเวียดนาม ยังถูกกว่าจีนและถูกกว่าหุ่นยนต์
พลังงานสะอาด
ช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานรองรับเศรษฐกิจ AI และเป็นตัวคูณการสร้างงาน โดยพลังงานหมุนเวียนสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิล 3 เท่า ต่อเงินลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์เท่ากัน
ระบบสาธารณสุข
มีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว โดยสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรในประเทศกำลังพัฒนาน้อยกว่า 5–10 เท่า AI สามารถเสริมศักยภาพให้หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขชุมชน
บริษัทที่มีพนักงานคนเดียว
AI ลบเส้นแบ่งระหว่างลูกจ้างกับผู้ประกอบการ ทำให้เกิดบริษัทคนเดียวที่ใช้ AI เข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีได้ในราคาต่ำ เช่น มณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน มีการจัดตั้งพันธมิตรบริการเพื่อสนับสนุนบริษัทคนเดียว ทั้งด้านโมเดล AI พลังงาน และบริการวิชาชีพ
ธาร์มันย้ำว่า ภาครัฐต้องออกนโยบายเชิงโครงสร้างร่วมกับภาคเอกชน ในการอุดหนุนหรือจูงใจให้เกิดการจ้างงานเด็กจบใหม่ เพื่อป้องกันการสูญเสียทักษะ ความเชื่อมั่น และโอกาสของแรงงานรุ่นใหม่
พร้อมเสนอให้ปฏิรูประดับอุดมศึกษา ลดความสำคัญของปริญญาทางวิชาการบริสุทธิ์ แล้วหันมาเน้นการศึกษาแบบประยุกต์ การฝึกงาน และโมเดลการเรียนรู้คู่การทำงานในสถานประกอบการจริง เนื่องจากข้อมูลในสหรัฐฯ ชี้ว่าความต้องการและผลตอบแทนส่วนเพิ่มของผู้จบปริญญาตรีลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
ธาร์มันกล่าวถึงการหลีกเลี่ยงความเหลื่อมล้ำแยกห่างรอบใหม่ระหว่างโลกกำลังพัฒนากับโลกพัฒนาแล้ว และการพัฒนาที่สอดรับกันอย่างต่อเนื่องเหมือนที่เคยเห็นในเอเชียตะวันออก โดยใช้ AI เทคโนโลยี และการพัฒนาศักยภาพที่ดีที่สุดของมนุษย์
คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวว่า คลื่นลูกแรกของ AI เกิดจากการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และการพัฒนาโมเดล AI โดยมีผู้ผลิตหลักคือสหรัฐฯ จีน และอินเดีย ขณะที่ผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐานอยู่ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ซึ่งช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกให้เติบโตได้ราว 3% ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน
คลื่นลูกที่สองคือช่วงการนำ AI ไปใช้งานจริง ซึ่งกระจายตัวอย่างทั่วถึงเช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ โดยประเทศกำลังพัฒนาต้องมีความพร้อมในเงื่อนไขพื้นฐาน ได้แก่ ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทักษะประชาชน และกฎระเบียบป้องกันภัยคุกคาม
ผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในเอเชียพัฒนาแล้ว AI ช่วยเพิ่มการเติบโตได้ 0.5–1.0% ซึ่งเพียงพอชดเชยการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากสังคมสูงวัย ส่วนเอเชียเกิดใหม่ (Emerging Asia) AI ช่วยเพิ่มการเติบโตได้ราว 0.2–0.8%
AI เปรียบเสมือนสึนามิที่เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ผลการศึกษาพบว่า ประเทศรายได้สูงมีสัดส่วนงานที่ได้รับผลกระทบจาก AI สูงถึง 60% ขณะที่ประเทศรายได้ต่ำอยู่ที่ 23% ซึ่งไม่ใช่เพราะประเทศรายได้ต่ำปลอดภัยกว่า แต่เป็นเพราะเทคโนโลยียังเข้าไม่ถึงเต็มที่
ผลการวิจัยของ IMF ในสหรัฐอเมริกาชี้ว่า 10% ของตำแหน่งงานในปัจจุบันเริ่มต้องการทักษะ AI ซึ่งเป็นงานทักษะสูงและให้ค่าตอบแทนดี ขณะที่งานประจำที่ทำซ้ำๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกัน งานที่ให้ค่าตอบแทนต่ำกลับขยายตัวในสองทิศทาง คือ งานก่อสร้าง/ศูนย์ข้อมูล และงานภาคบริการ ผลกระทบที่น่ากังวลที่สุดตกอยู่กับเยาวชนและแรงงานใหม่ ที่เดิมต้องเริ่มจากงานระดับล่างเพื่อไต่เต้า แต่ตำแหน่งงานเหล่านี้กำลังหายไป
IMF เสนอแนะ 3 มาตรการหลัก
AI ไม่ได้ลดความต้องการแรงงานลงทั้งหมด แต่เป็นการย้ายฐานความต้องการ
ปฏิรูปการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกเลิกแนวคิดการเรียนรู้ทักษะเดียวใช้ตลอดชีวิต
ปฏิรูปโครงสร้างการคลังและภาษี เมื่อ AI เข้ามาทดแทนกำลังแรงงานมากขึ้น รัฐบาลต้องทบทวนว่าจะจัดเก็บภาษีอย่างไรเพื่อรักษารายได้ในการดูแลสังคม
จอร์จีวาทิ้งท้ายว่า ให้ AI ทำงานทั้งหมดที่เราไม่อยากทำ และให้เราได้เพลิดเพลินกับสิ่งที่รัก ได้ทั้งผลิตภาพสูง มาตรฐานการครองชีพสูง พร้อมศักดิ์ศรีของการดำรงอยู่ในสังคม