สอบเข้ามหาวิทยาลัย

อยากเก่งต้องมุ่งมั่น อ่านเลย! 9 เทคนิคเก่งอังกฤษขั้นเทพด้วยตัวเอง


"ภาษาอังกฤษ" เรียกว่าเป็นภาษาที่ 2 ที่เราแทบทุกคนคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งเพราะเป็นทักษะวิชาการที่เราถูกบังคับให้เรียนในหลักสูตรมาตั้งแต่อนุบาล จนถึงระดับมหาวิทยาลัยก็ยังต้องเรียนกันไม่เคยหยุด แต่ถึงอย่างนั้น ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี กี่คอร์สเรียน ทักษะการใช้ภาษาอังกฤษของหลายๆ คน ก็ยังไม่ดีขึ้นตามซักที (เราก็ด้วย เห้อ พูดละท้อ)

แต่ยังก่อน ยังเร็วเกินไปที่จะมานั่งท้อใจ ไหนๆ ภาษาอังกฤษ ก็เป็นทักษะสำคัญกับชีวิตการเรียน การทำงาน และอนาคตของเราขนาดนี้ แล้ว บทความนี้เราจึงเสาะหาข้อมูลและเทคนิคดีๆ มาช่วยน้องๆ และทุกคนที่ยังรักจะพัฒนาตัวเอง และนี่คือ 9 สุดยอดเคล็ดวิชาเรียนรู้ภาษาอังกฤษยังไงให้เก่งและเห็นผลทันตา ที่เราคัดสรรมาให้คุณนำไปใช้ได้ง่ายๆ พร้อมแล้วตามมาเลย



ตั้งเป้าหมายในการพัฒนาตัวเอง
สิ่งสำคัญอย่างแรกที่น้องๆ ต้องทำคือ การตั้งเป้าหมาย เพราะมีผลการทดลองแล้วว่า คนที่มีเป้าหมายการพัฒนาชีวิตตัวเองอย่างชัดเจนและมีกำหนดระยะเวลา 97% จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตั้งใจ

โดยเป้าหมายในการฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษที่น้องตั้ง จะต้องมีรายละเอียดชัดเจน มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน รวมทั้งควรตั้งเป้าหมายไว้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ และเป็นแรงกระตุ้นในการพัฒนาตัวเองต่อไป



สร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง
ถ้าน้องๆ ต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ นอกจากการวางเป้าหมายที่ชัดเจน อย่างเทคนิคที่ 1 ได้กล่าวไปแล้ว เรายังต้องติดตามเป้าหมายนั้นอย่างสม่ำเสมอด้วย ซึ่งสิ่งสำคัญคือในการติดตามเป้าหมายให้ได้ต่อเนื่องก็คือความมุ่งมั่นตั้งใจของตัวเราเอง ดังนั้น การสร้างแรงบันดาลใจ ที่ทำให้เราอยากเก่งภาษาอังกฤษ ก็สำคัญไม่แพ้กัน 

ซึ่งแรงบันดาลใจที่ว่านี้ น้องๆ อาจมีไม่เหมือนกัน เช่น เราอาจจะอยากเก่งเหมือนดาราคนโปรด อยากมีโอกาสไปท่องเที่ยว เรียนต่อ หรือใช้ชีวิตต่างประเทศ การพูดคุยกับเพื่อนชาวต่างชาติได้อย่างคล่องแคล่ว การอ่านหนังสือต้นฉบับหรือดูหนัง Soundtrack ได้เข้าถึงแก่นมากกว่าเดิม เป็นต้น และหากน้องๆ ค้นพบแรงบันดาลใจที่ทำให้อยากเก่งภาษาอังกฤษแล้ว เขียนตัวใหญ่ๆ แปะเอาไว้ข้างฝา ให้เห็นชัดทุกวัน และเราต้องเป็นอย่างนั้นให้ได้ รับรองว่าแรงใจมาเต็มแน่นอน


เปิดเพลงและสร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวเป็นภาษาอังกฤษ
เหมือนกับคนที่ไปอยู่ต่างประเทศก็จะเก่งภาษาอังกฤษขึ้นมาก เพราะซึมซับและใช้ภาษาอังกฤษอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น แม้เราอยู่เมืองไทย ก็สร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้ใกล้เคียงกับเมืองนอกได้ด้วยเช่นกัน และน้องๆ อาจสังเกตว่าเพื่อนหลายที่เก่งภาษาอังกฤษ เขามักชอบฟังหรือเปิดเพลงภาษาอังกฤษไปพร้อมกับการทำอย่างอื่นด้วย

การเรียนรู้ประโยคและคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีนี้ แน่นอนว่ามันได้ผล นั่นก็เพราะสมองคนเราสามารถเรียนรู้ได้แม้กระทั่งเวลาเราไม่ใส่ใจ และเมื่อใส่ใจ ย่อมเรียนรู้ได้มากกว่านั่นแหละ นอกจากเปิดเพลงภาษาอังกฤษแล้ว ยังรวมไปถึง ใช้  Post-It Notes ติดไว้รอบห้อง โดยเริ่มจากการเขียนคำศัพท์ทั่วไปในแบบง่ายๆ แล้วค่อยใส่ วลี ประโยค และอารมณ์ความรู้สึกที่ซับซ้อนขึ้นตามลำดับ 


 
ดูภาพยนตร์หรือซีรี่ส์ที่ชอบเป็นภาษาอังกฤษ
ถ้าหากน้องคนไหนพอมีพื้นฐานภาษาอังกฤษอยู่บ้างแล้ว การดูหนังหรือซีรี่ส์เป็นวิธีการเรียนรู้ที่ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่ง นอกจากจะได้ความบันเทิงแล้วก็ได้ฝึกทักษะภาษาไปในตัวด้วย เพราะการดูหนังจะช่วยให้เราได้เห็นการใช้ภาษาอังกฤษในบริบทจริง มีทั้งภาพและเสียงประกอบ ช่วยสร้างอารมณ์ร่วมและทำให้สมองซึมซับภาษาได้อย่างเต็มที่ ซึ่งถ้าจะให้ได้ผลดีที่สุดก็ต้องดูหลายรอบหน่อย และรอบหลังๆ น้องก็จะสามารถดูหนังและเข้าใจบทสนทนาได้เองโดนไม่ต้องอ่านซับไตเติ้ลเลยหละ


อ่านหนังสือและนิตยสารที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างง่าย
น้องๆ อาจเบื่อที่จะอ่านหนังสือสอนภาษาอังกฤษหนาๆ ยากๆ ก็ไม่ใช่ปัญหา ลองเริ่มเปลี่ยนความรู้ในการเรียนด้วยการอ่านหนังสือที่น่าสนใจและเราอยากอ่าน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือนิยาย นิทาน เรื่องสั้น นิตยสาร เกร็ดความรู้ ท่องเที่ยว แฟชั่น หรืออะไรก็ตามที่น้องๆ ชอบ นอกจากจะช่วยเปิดโลกทางความคิดและสร้างความรู้แล้วยังเป็นวิธีพัฒนาภาษาที่ได้ผลยอดเยี่ยม โดยเทคนิคสำคัญคือจะต้องเลือกหนังสือที่เหมาะสำหรับระดับทักษะของตัวเอง เช่น นักเรียนม.ต้น ก็ควรเป็นหนังสือที่มีภาพประกอบมากกว่าตัวหนังสือ เมื่อเราเก่งขึ้น ก็อ่านหนังสือที่ยากขึ้นตามลำดับ

ซึ่งแหล่งความรู้ที่เหมาะสมสำหรับน้องๆ มัธยมก็คือ นิตยสารภาษาอังกฤษ เช่น Nation Junior และ Student Weekly ซึ่งใช้ภาษาอังกฤษที่ง่ายกว่านิตยสารสำหรับเจ้าของภาษา หรือ นิตยสารอย่าง Future ก็จะมีบทความที่มีทั้งสองภาษา อังกฤษและไทยให้อ่านเปรียบเทียบกัน รับรองว่า ทักษะการอ่านภาษาอังกฤษของน้องๆ จะคล่องขึ้นมากเลย


ฝึกพูดบทสนทนาที่มักใช้เป็นประจำ (Conversational Patterns) 
ในการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อน้องๆ ไปซื้อของ ไปท่องเที่ยว ไปโรงเรียน กินข้าว ดูหนัง ทำรายงาน สอบถามเส้นทาง พูดคุยกับเพื่อน ลองพยายามคิดหรือจินตนาการว่าถ้าเราจะต้องพูดเป็นภาษาอังกฤษ จะพูดอย่างไร โดยเทคนิคการฝึกบทพูดสนทนาที่ใช้เป็นประจำคือ

ถ้าน้องๆ คิดไม่ออก ก็ลองหาหนังสือ Phrase book หรือ หนังสือรวมบทสนทนาสำหรับนักท่องเที่ยว และ CD รวมบทสนทนาภาษาอังกฤษต่างๆ เพื่อดูว่าบทสนทนาในสถานการณ์นั้นๆ เป็นอย่างไร เพราะในแต่ละสถานการณ์จะมีประโยคและคำศัพท์ที่ใช้โต้ตอบหลักๆ ไม่กี่รูปแบบเท่านั้น เมื่อเราฝึกคิดและใช้รูปแบบดังกล่าวได้อย่างคล่องแคล่ว เราก็จะพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์เหล่านั้นได้เองอัตโนมัติ 


ใช้สมุดจดหรือถ่ายภาพเพื่อบันทึกคำศัพท์ประจำวัน
เพียงแค่กดเปิด Social media ขึ้นมา หรือเดินออกไปหน้าบ้าน ก็จะเห็นว่ามีภาษาอังกฤษอยู่รอบตัวเราเต็มไปหมด น้องๆ ต้องหมั่นสังเกตและจดบันทึกสิ่งที่น่าสนใจและน่าจะเป็นประโยชน์ไว้เพื่อเป็นไดอารี่และแหล่งเรียนรู้ส่วนตัว อย่างเช่น

เสื้อยืดที่วลีหรือประโยคมีภาษาอังกฤษเท่ๆ แปะอยู่ เมื่อเจอคำศัพท์เหล่านี้ น้องๆ ก็จดบันทึกไว้ในสมุดโน้ตหรือใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปไว้ แล้วกลับมาหาความหมาย ซึ่งการเรียนรู้ผ่านสิ่งแวดล้อมประกอบแบบนี้ นอกจากจะน่าสนใจแล้วยังช่วยให้เราจดจำคำศัพท์ได้แม่นยำกว่า แต่ที่สำคัญต้องอย่าลืมหยิบมาหมั่นทบทวนกันบ่อยๆ ด้วยนะ


ขอให้พูดซ้ำหรืออธิบายอีกครั้งให้ชัดเจน
เมื่อน้องๆ ต้องสนทนากับชาวต่างชาติแล้วเราฟังประโยคที่เขาพูดไม่เข้าใจ สาเหตุอาจเกิดจากเขาพูดเร็วเกินไป ใช้คำศัพท์ที่เราไม่รู้จัก หรือเพราะสำเนียงที่เราไม่คุ้นหู ซึ่งการขอให้เขาพูดช้าลงไม่ใช่เรื่องยากและน่าอายเลย น้องๆ ไม่ต้องกลัวไปว่าเขาจะรำคาญหรือตำหนิเรา เพียงใช้วลีหรือประโยคต่อไปนี้ถามไปอย่างสุภาพ เช่น

Slowly, please = ช้าหน่อยได้ไหม 
Could you please speak slowly? = กรุณาพูดช้าๆได้ไหม
Again, please = อีกครั้งได้ไหม
Pardon me = ขอโทษนะคะ/ครับ (มีความหมายแฝงว่า เราต้องการให้เขาพูดซ้ำ)

จำไว้เลยว่า ชาวต่างชาติเขาเข้าใจ ถ้าเราจะถามซ้ำหรือฟังประโยคที่เขาพูดไม่ถนัดเพราะการสนทนาภาษาอังกฤษไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ได้เป็นภาษาที่เราใช้เป็นหลัก เพียงแต่น้องต้องแสดงความใส่ใจที่จะพูดคุยจริงๆ แค่นี้ก็เป็นการต่อบทสนทนาได้อย่างน่าประทับใจแล้วล่ะ


ติดตาม Social Media หรือ Website ที่น่าสนใจ แล้วเข้าไปมีส่วนร่วม
ปัจจุบันนี้คือยุคแห่งการเชื่อมโยงกันทั่วโลกผ่าน "อินเทอร์เน็ต" โดยสื่อ Social Media หรือ Website ที่น้องๆ รู้จักดีอย่าง Youtube, Facebook, IG, Twitter หรือ Blog  ล้วนใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการนำเสนอเนื้อหาต่างๆ ซึ่งสื่อเหล่านี้ได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ภาษาที่สำคัญและเข้าถึงง่ายในชีวิตของน้องๆ โดยเราสามารถเขียนโต้ตอบกับคนทั่วโลกได้โดยใช้ภาษาอังกฤษ ที่อาจมีเนื้อหาบางส่วนของเว็บไซต์เป็นจุดดึงความสนใจร่วมกันอย่างเช่น Facebook หรือ Youtube ก็แสนจะสะดวกว่ามั้ยล่ะ



ที่มา : www.scholarship.in.th

 

คนอื่น ๆ อ่านเรื่องนี้ แล้วมักจะอ่านเรื่องต่อไปนี้ต่อ