สอบเข้ามหาวิทยาลัย

"ยศชนัน" เผยเร่งปรับปรุงระบบ TCAS แก้เหลื่อมล้ำ แนะเลือกคณะจากความสนใจและความถนัด

เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน “Thammasat Open House 2026 : Where Every Star Begins เปิดบ้านธรรมศาสตร์ จักรวาลแห่งโอกาส พื้นที่ให้ทุกความฝันได้เปล่งประกาย” โดยมีคณะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ตลอดจนผู้ปกครองและนักเรียนที่สนใจเข้าร่วมกว่า 5,000 คน ณ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ 3 (SC3) และกิติยาคาร ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

อว. เร่งปรับปรุงระบบ TCAS

ศ.ดร.ยศชนัน ย้ำว่ากระทรวง อว. กำลังเร่งปรับปรุงระบบ TCAS เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ทั้งการใช้ Portfolio ในการสัมภาษณ์ สัดส่วนการสอบ และระบบโควตา ซึ่งนักเรียน ม.ปลายรุ่นปัจจุบันจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนาดังกล่าว ควบคู่กับการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ โดยเน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

การเลือกคณะ

ศ.ดร.ยศชนัน ฝากให้นักเรียนพิจารณาเลือกคณะจากความสนใจและความถนัดอย่างแท้จริง มองให้ลึกถึงหลักสูตรและรายวิชาที่จะได้เรียน ตลอดจนโอกาสในการนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อสร้างประโยชน์ให้สังคมและประเทศชาติ

ในการบรรยายพิเศษ ศ.ดร.ยศชนัน ระบุว่าการเข้ามหาวิทยาลัยอาจเป็นแค่ 1 ใน 100 ของความสำเร็จ สิ่งที่ต้องรู้คือความฝันที่อยากไปและพื้นฐานที่ต้องมี ซึ่งต้องหาทั้งในห้องเรียนและจากกิจกรรมนอกห้องเรียน ไม่ว่าจะเป็นกีฬา งานประเพณี ชมรมต่าง ๆ หรือเพื่อนในหลากหลายคณะ พร้อมระบุว่าบางคนบอกว่าอยากเรียนวิศวะฯ แต่อยากให้ทุกคนไปดูกิจกรรมของคณะรัฐศาสตร์ และกิจกรรมเชียร์ต่าง ๆ

3 แนวทางจาก 3 บุคคล

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จไม่ได้มีเส้นทางเดียว เพราะแต่ละคนมีจุดเริ่มต้นไม่เหมือนกัน และยกตัวอย่างบุคคลที่ประสบความสำเร็จระดับโลก 3 คน จาก 3 สายอาชีพ

อีลอน มัสก์: รู้ลึกพื้นฐาน
เปรียบเสมือนการขับรถความเร็วสูงขึ้นไฮเวย์ ในวัยเด็กถูกเพื่อนกลั่นแกล้ง จึงหลบเข้าห้องสมุดเพื่ออ่านหนังสือและฝึกเขียนโค้ด จนอายุ 12 ปีก็เริ่มมีกิจการและมีเงินเป็นของตัวเอง ต่อมาในปี 1999 ก่อตั้งบริษัทการเงินชื่อ PayPal และขายบริษัทเพื่อนำเงินมาสร้าง SpaceX และ Tesla

สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือการคิดเชิงหลักการพื้นฐาน (First Principles Thinking) ในวันที่ทุกคนบอกว่าสร้างรถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้เพราะแบตเตอรี่ราคาแพง เขาตั้งคำถามว่าแบตเตอรี่ประกอบด้วยอะไร เมื่อพบว่ามีอะลูมิเนียม โคบอลต์ และนิกเกิล ก็กลับมาเริ่มทำใหม่จากองค์ประกอบพื้นฐาน การยึดโยงกับองค์ความรู้พื้นฐานจะทำให้ไม่กลัวแม้ในยุค AI
บารัค โอบามา: เข้าใจคน
เปรียบเสมือนการเดินไปตามถนนสายหลัก แม้ไม่เร็วเท่าอีลอน มัสก์ แต่มีความมั่นคง เขาเกิดในครอบครัวคนผิวสี ต้องย้ายไปมาระหว่างอินโดนีเซียและฮาวาย แต่การศึกษาทำให้ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ หลังเรียนจบที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาสามารถเข้าทำงานในสำนักงานกฎหมายที่มีเงินเดือนสูงมากได้ แต่เลือกเริ่มต้นอาชีพนักจัดระเบียบชุมชนที่มีเงินเดือนต่ำที่สุด

ทักษะหลักของเขาคือการเข้าใจผู้คนให้ได้มากที่สุด แล้วนำความเดือดร้อนของคนมาแปลงเป็นนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งเรียกว่าขอบเขตความเชี่ยวชาญ หรือ Circle of Competence
ผู้พันแซนเดอร์ส: ต่อยอดจากคำปฏิเสธ
ผู้ก่อตั้ง KFC เปรียบเสมือนการเดินข้ามภูเขาที่ต้องขึ้นและลงหลายลูก เขาต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 12 ปีเพื่อเลี้ยงดูน้องและครอบครัว รับจ้างทำงานจิปาถะ ทั้งงานปั๊มน้ำมัน ขายประกัน และเปิดร้านอาหาร แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ในวัยเกษียณมีเพียงเช็คประกันสังคมเดือนละ 105 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนฉุกคิดว่ายังไม่ได้ทำสิ่งที่รักและมีพรสวรรค์ คือการทำอาหาร

เขาเปลี่ยนวิธีคิดด้วยการนำอาหารไปเคาะขายตามประตูบ้านเป็นพัน ๆ หลัง และใช้หลักคิดเรื่องความน่าจะเป็น (Probabilistic Thinking) เปลี่ยนคำปฏิเสธให้เป็นข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) เมื่อทำซ้ำและปรับปรุงไปเรื่อย ๆ จึงกลายเป็นสูตรไก่ทอดในวัย 65 ปี

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า หลายคนอาจสอบติดคณะในฝัน ขณะที่อีกหลายคนอาจไม่ได้คณะในฝันด้วยข้อจำกัดบางอย่าง แต่นี่เป็นเพียงหมุดหมายเล็ก ๆ แค่ 1 ใน 100 ของชีวิต ไทม์ไลน์ความสำเร็จของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ข้อคิดก่อนตัดสินใจ

อย่างแรก
ถามตัวเองว่าเราชอบอะไรจริง ๆ แทนที่จะให้คนอื่นมาตีตราว่าอาชีพไหนเหมาะที่สุดในสายตาคนอื่น
อย่างที่สอง
หาความถนัดของตัวเอง (Circle of Competence) เหมือนโอบามาที่เลือกเริ่มจากสิ่งที่ตัวเองเก่งคือการเข้าใจคน
อย่างที่สาม
อย่ากลัวที่จะตัดสินใจแล้วผิดพลาด เมื่อตัดสินใจแล้วให้เดินหน้าไปเลย หากผิดพลาดให้เก็บไว้เป็นจุดประสบการณ์ (Dot) เพื่อเรียนรู้และจะไม่กลับไปผิดพลาดแบบเดิมอีก

นอกจากนี้ยังอยากให้ผู้ปกครองย้อนกลับมาถามน้อง ๆ ว่าได้ทำในสิ่งที่รักและมุ่งมั่นหรือยัง

ปรับตัวในโลกยุค AI

ต่อคำถามว่าในยุค AI ควรเรียนอะไร หรือควรกลับไปเรียนด้าน AI ดีหรือไม่ ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่าไม่จำเป็นต้องถามแบบนั้น เพราะสิ่งที่ต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง (Mastery) ในสิ่งที่เราทำแล้วมีความสุข ในอนาคตโลกจะไม่ถามแล้วว่าเรียนจบอะไร มีปริญญาอะไร เรียนที่ไหน คณะไหน หรือจังหวัดไหน แต่โลกจะถามว่าสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Master) ได้กี่เรื่องจากการเรียนที่คณะนี้

ศ.ดร.ยศชนัน ฝากทิ้งท้ายให้ทุกคนสร้างแผนที่ของตัวเอง โดยไม่เลียนแบบทั้ง 3 คนที่ยกตัวอย่าง

ที่มา: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม