หน้าแรก คลังความรู้ เรียนต่อ

จีนเขย่าวงการ! เปิด 38 สาขาใหม่ AI–หุ่นยนต์–พลังงาน ตัดสาขาล้าสมัยทิ้ง 1,428 สาขาในปีเดียว

วันที่เวลาโพส 11 พฤษภาคม 69 09:23 น.
อ่านแล้ว 0
P'Jin AdmissionPremium

เปิดเทรนด์ใหม่ "มหาวิทยาลัยจีน" เพิ่ม 38 สาขาแห่งอนาคต ตัดสาขาล้าสมัยทิ้งเกือบ 1,500 สาขาในปีเดียว

เคยสงสัยไหมว่า ถ้าวันหนึ่งสาขาที่เราเรียนอยู่ มันถูกประกาศ "เลิกรับนักศึกษา" จะเป็นยังไง? เรื่องนี้กำลังเกิดขึ้นในจีน และเกิดในสเกลที่ไม่เคยมีมาก่อน
 


เมื่อ 28 เมษายน 2026 ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการจีน (MOE) ประกาศ "แคตตาล็อกสาขาวิชาระดับปริญญาตรี ฉบับปี 2026" บรรจุสาขาใหม่ 38 สาขา ที่จะเริ่มรับสมัครผ่านระบบ "เกาเข่า" (สอบเข้ามหาวิทยาลัยของจีน) ในปี 2026 ทันที

 

ตอนนี้แคตตาล็อกของจีนมีทั้งหมด 13 หมวดวิชา 92 สาขาย่อย รวม 883 สาขา — ครอบคลุมตั้งแต่ AI, หุ่นยนต์, พลังงานทางเลือก ไปจนถึง "เศรษฐกิจระดับต่ำกว่าน่านฟ้า" (low-altitude economy) ที่หลายคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

38 สาขาใหม่ของจีนปี 2026 มีอะไรบ้าง?

MOE จัดกลุ่ม 38 สาขาใหม่ตามโจทย์ที่จีนอยากแก้ แบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้


กลุ่มที่ 1 ตอบยุทธศาสตร์ชาติ (ทรัพยากร–พลังงาน)

  • พลังงานศาสตร์และวิศวกรรม (Energy Science and Engineering)
  • วิศวกรรมศาสตร์ใต้พิภพลึก (Deep Earth Science and Engineering)
  • วิทยาศาสตร์และวิศวกรรมแร่หายาก (Rare Earth Science and Engineering) — เปิดที่ Jiangxi University of Science and Technology เป็นแห่งแรกของโลกที่สอนครบทั้งห่วงโซ่การผลิต

 

กลุ่มที่ 2 ยกระดับอุตสาหกรรมดั้งเดิม

  • วิศวกรรมบูรณาการขนส่งและพลังงาน (Transportation-Energy Integration Engineering)
  • หุ่นยนต์การเกษตร (Agricultural Robotics)

 

กลุ่มที่ 3 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

  • การผลิตชีวภาพ (Biomanufacturing)
  • ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ หรือ Embodied Intelligence — เปิดที่ 9 มหาวิทยาลัยชั้นนำ รวมทั้ง Harbin Institute of Technology และ Beihang University
  • วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมอง-คอมพิวเตอร์ (Brain-Computer Science and Technology) — Tianjin University เป็นหนึ่งในเจ้าภาพ สอนตั้งแต่ปี 1 ครอบคลุมห่วงโซ่เต็มของ BCI ตั้งแต่ชิป อุปกรณ์ ไปจนถึงอัลกอริทึม

 

กลุ่มที่ 4 เศรษฐกิจอัจฉริยะ

  • พาณิชย์ดิจิทัล (Digital Trade)
  • การเงินดิจิทัล (Digital Finance)

 

กลุ่มที่ 5 ภาคบริการยุคใหม่

  • วัฒนธรรมและการท่องเที่ยวดิจิทัล (Digital Culture and Tourism) — เปิดที่ Beijing International Studies University
  • ปัญญาประดิษฐ์เชิงพาณิชย์ (Commercial AI)

 

นอกจากนี้จีนยังจัด "หมวดข้ามศาสตร์" (interdisciplinary studies) เป็นหมวดใหม่ มี 15 สาขา รวมถึง Future Robotics, Interdisciplinary Engineering, Embodied Intelligence และ Brain-Computer Science อยู่ในกลุ่มนี้

 

อีกด้านของเหรียญ – จีนตัดสาขาล้าสมัยทิ้ง 1,428 สาขาในปีเดียว

ถ้าน้องคิดว่าการเพิ่ม 38 สาขาคือเรื่องใหญ่ ตัวเลขฝั่ง "ตัด" จะใหญ่กว่ามาก

ปี 2024 ปีเดียว มหาวิทยาลัยจีนยกเลิกสาขาปริญญาตรีไป 1,428 สาขา เทียบกับปี 2014 ที่ตัดเพียง 57 สาขา — เพิ่มขึ้นถึง 25 เท่า ในขณะเดียวกันก็เพิ่มสาขาใหม่ 1,839 สาขา

 

ในช่วงปี 2021–2025 ทั้งหมด จีนเพิ่มหลักสูตรไปกว่า 10,000 หลักสูตร และระงับหรือยกเลิกไปมากกว่า 12,000 หลักสูตรสัดส่วนการปรับเปลี่ยนรายปีเกิน 10% แล้ว

5 อันดับสาขาที่ถูกยกเลิกบ่อยที่สุดในช่วงปี 2020–2024

  • การจัดการสารสนเทศและระบบสารสนเทศ (160 สาขา)
  • รัฐประศาสนศาสตร์ (138 สาขา)
  • สารสนเทศและวิทยาการคำนวณ (123 สาขา)
  • การตลาด (104 สาขา)
  • การออกแบบผลิตภัณฑ์ (93 สาขา)

 

สำหรับปีการศึกษา 2025 มีมหาวิทยาลัยกว่า 150 แห่ง เสนอยกเลิกสาขายอดฮิตในอดีต เช่น การตลาด การค้าระหว่างประเทศ และวิศวกรรมยานยนต์

 

กฎเหล็กของจีน ที่ทำให้การตัดสาขาเข้มข้น: ถ้าสาขาไหน "ไม่มีนักศึกษามาเรียนติดต่อกัน 5 ปี" จะถูกยกเลิกอัตโนมัติ และเป้าหมายเดิมจากแผนปฏิรูปปี 2023 ที่กำหนดให้ปรับปรุง 20% ของหลักสูตรทั้งหมดให้ได้ภายในปี 2025 ก็บรรลุเป้าหมายไปเรียบร้อยแล้ว

 

ตัวอย่างคอนกรีต: Shenyang Aerospace University ประกาศเพิ่ม 4 สาขาใหม่ (รวมถึง Low-Altitude Economy Engineering และ Intelligent Aircraft Technology) พร้อมตัด 6 สาขา เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และวิศวกรรมยานยนต์

 

ทำไมจีนต้องปฏิรูปแรงขนาดนี้?

มีอย่างน้อย 3 เหตุผลหลักที่อยู่เบื้องหลัง

1. โจทย์อุตสาหกรรมเปลี่ยน เร็วกว่ามหา'ลัยจะตามทัน

AI, ระบบอัตโนมัติ, เทคโนโลยีชีวภาพ และพลังงานสะอาด กำลังทำให้สาขาเก่าๆ ตกยุค การสอนความรู้ของเมื่อวานเท่ากับเตรียมเด็กไปทำงานของเมื่อวาน รัฐบาลจีนจึงปรับสาขาให้ตรงกับสิ่งที่เรียกว่า "พลังการผลิตเชิงคุณภาพใหม่" (new quality productive forces)

 

2. ปัญหาคนตกงานในกลุ่มสาขา "เกิน supply"

สาขาด้านบริหารธุรกิจ ภาษาต่างประเทศ และการออกแบบ เป็นกลุ่มที่บัณฑิตหางานยากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อ MOE ใช้ข้อมูลตลาดแรงงานมาตัดสินใจ สาขาเหล่านี้จึงโดนกระทบหนัก

 

3. ปัญหาประชากร – เด็กเกิดน้อยลง

จีนเคยมีเด็กเกิดใหม่ 16.87 ล้านคนในปี 2014 แต่ปี 2024 เหลือเพียง 7.92 ล้านคน หมายความว่าในอีกประมาณ 15 ปีข้างหน้า จำนวนนักศึกษามหาวิทยาลัยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ มหาวิทยาลัยจำนวนมากต้อง "ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด" ไม่ใช่แค่ "ปรับตัวเพื่อความล้ำสมัย"

 

บทเรียนจากจีน – น้องๆ ในไทยควรคิดยังไงต่อ?

ถึงเรื่องนี้จะเป็นสิ่งที่เกิดในจีน แต่มันสะท้อนเทรนด์ระดับโลกที่ TCAS69 และ TCAS70 ต้องเจอเหมือนกัน

 

สิ่งที่น้องๆ ควรเก็บไปคิด

  • อย่าเลือกสาขาตามชื่อ "ฮิต" ในวันนี้ เพราะของฮิตเมื่อ 10 ปีก่อน หลายตัวคือสาขาที่กำลังถูกตัดในวันนี้ (เช่น การตลาด การค้าระหว่างประเทศ การจัดการสารสนเทศ)
  • AI literacy กำลังกลายเป็นทักษะพื้นฐาน เหมือนภาษาอังกฤษเมื่อ 20 ปีก่อน ไม่ใช่แค่คนเรียน Computer Science ที่ต้องรู้ AI
  • ทักษะข้ามศาสตร์ (interdisciplinary) จะเป็นแต้มต่อ จีนจัดหมวด "ข้ามศาสตร์" เป็นหมวดใหม่ในแคตตาล็อก สะท้อนว่าโลกการทำงานต้องการคนที่รวม 2-3 ศาสตร์เข้าด้วยกัน
  • ตอบให้ได้ว่า "งานที่ฉันอยากทำ ยังจะมีอยู่ในอีก 10 ปีหรือไม่" ไม่ใช่แค่ "งานนี้รายได้ดีหรือเปล่าตอนนี้"

 

ที่จีน นักศึกษาที่เพิ่งเข้าปี 1 ตอนนี้ จะได้เห็นเพื่อนรุ่นน้องเรียน Embodied Intelligence, Digital Finance, Agricultural Robotics ในปีหน้า ส่วนเพื่อนรุ่นพี่บางคน อาจกำลังนั่งเรียนในสาขาที่ "อีก 3 ปีจะถูกยกเลิก"

 

นี่คือยุคที่ "การเลือกสาขา" ไม่ใช่เลือกแค่ครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือการเลือก "ทักษะที่จะปรับตัวได้ตลอดชีวิต" ต่างหาก

 

แหล่งอ้างอิง

คนอื่นๆอ่านเรื่องนี้ แล้วมักจะอ่านเรื่องต่อไปนี้ต่อ