หน้าแรก เรียนต่อต่างประเทศ โอกาสงานในอนาคต

ประวัติศาสตร์ต้องจารึก "ปฏิญญาปันมุนจอม" สัญญาใจเพื่อสันติภาพของสองเกาหลี

วันที่เวลาโพส 28 เมษายน 61 11:58 น.
อ่านแล้ว 0
P' แพว AdmissionPremium
"ปฏิญญาปันมุนจอม เพื่อสันติภาพ ความรุ่งเรือง และการรวมชาติบนคาบสมุทรเกาหลี"

หน้าประวัติศาสตร์วิชาสังคมต้องจารึกไว้อีกครั้งว่าวันที่ 27 เมษายน 2018 เป็นอีกวันสำคัญวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ของคาบสมุทรเกาหลี หลังจากที่ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ และ นายมุน แจ อิน ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ลงนามใน "ปฏิญญาปันมุนจอม" หรือมีชื่อเต็มว่า "ปฏิญญาปันมุนจอม เพื่อสันติภาพ ความรุ่งเรือง และการรวมชาติบนคาบสมุทรเกาหลี" (Panmunjom Declaration for Peace, Prosperity and Unification on the Korean Peninsula)

ซึ่งทั้งสองผู้นำได้ออกแถลงการณ์ร่วม โดยมีใจความสำคัญระบุถึง "การประกาศสิ้นสุดสงครามเกาหลีที่ดำเนินมาเป็นระยะเวลานานกว่า 65 ปี ถึงคราวสิ้นสุด" แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิญญาฉบับนี้ยังไม่ถือว่าเป็นสนธิสัญญาเพื่อยุติสงคราม แต่เป็นเพียงสัญญาใจของทั้งสองฝ่าย ที่มีร่วมกันว่านับตั้งแต่นี้ ทั้งสองประเทศเกาหลีจะต้องดำเนินตามมาตรการต่างๆ ตามที่ตกลงในปฎิญญานี้ เพื่อนำไปสู่การลงนามสนธิสัญญาสันติภาพภายในสิ้นปี 2018 นี้ เพื่อยุติสงครามเกาหลีที่เสร็จสิ้นไปเมื่อ 65 ปีก่อนอย่างสมบูรณ์


โดยข้อความสำคัญที่นายมุนจองอึนระบุขณะแถลงข่าวว่า "เราประกาศต่อหน้าประชาชนเกาหลี 80 ล้านคน และประชาชนแห่งโลกว่าต่อไปนี้จะไม่มีสงครามในคาบสมุทรเกาหลีอีกต่อไป ด้วยเหตุดังนั้น ยุคใหม่แห่งสันติภาพได้เริ่มขึ้นแล้ว" ด้านนายคิมจองอึน ได้กล่าวระบุในแถลงการณ์โดยมีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า 

"เกาหลีเหนือ และใต้ ได้กลับมาพบกันอีกครั้ง เราทั้งสองล้วนเหมือนเป็นประเทศเดียวกัน เราเป็นพี่น้อง สายเลือดเดียวกันที่ไม่อาจแบ่งแยกได้ และเราหวังความร่วมมือในอนาคตร่วมกัน เพื่อสันติภาพในอนาคต" เราหวังในอนาคตประชาชนชาวเกาหลีทั้งสองจะให้ความร่วมมือด้วยกัน เพื่อความรุ่งเรืองของคาบสมุทรเกาหลี โดยเรา(สองเกาหลี) จะรับผิดชอบอนาคตของเราด้วยตัวเอง" และเกิดเป็นผลลัพธ์ของการพบกันในครั้งนี้คือ "ปฏิญญาปันมุนจอม" ซึ่งเสมือนเป็นกาวใจของทั้งสองเกาหลี 


ข้อตกลงที่ทั้งฝ่ายสองยอมรับในวันนี้มีรายเอียดอะไรบ้าง?

ข้อตกลงใน"ปฏิญญาปันมุนจอม เพื่อสันติภาพ ความรุ่งเรือง และการรวมชาติบนคามสมุทรเกาหลี" ภายหลังที่สิ้นสุดคำแถลงของทั้งสองผู้นำ ด้านโฆษกประจำทำเนียบชองวาแด ในกรุงโซลได้กล่าวถึงรายละเอียดสัญญาดังกล่าวโดยมีรายละเอียดดังนี้

- เพื่อให้การร่วมมือและการแลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆ ในอนาคต รัฐบาลทั้งสองเห็นชอบร่วมกันในการจัดตั้งสำนักงานเพื่อความร่วมมือในเขตนิคมอุตสาหกรรมแกซอง ฝั่งเกาหลีเหนือโดยสำนักงานดังกล่าวมีหน้าที่อำนวยความสะดวกในการหารือความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย

- ยุติพฤติกรรมความรุนแรงรวมถึงการยั่วยุทั้งปวงระหว่างเกาหลีเหนือและใต้ เปลี่ยนเขตปลอดทหาร (DMZ) เป็นเขตแห่งสันติภาพ โดยจะครอบคลุมพื้นที่ทางอากาศ น้ำ และแผ่นดิน โดยทางเกาหลีใต้ต้องการยุติการออกอากาศโฆษณาชวนเชื่อนับแต่วันที่ 1 พ.ค. 2561 นี้เป็นต้นไป

- มีการจัดงานรวมญาติสำหรับชาวเกาหลีที่พลัดพรากในบริเวณเขตชายแดน เชื่อมต่อและปรับปรุงรางรถไฟและถนนข้ามเขตแดน ให้การสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการแข่งขันกีฬาอย่างต่อเนื่อง เช่น เอเชียนเกมส์ ในที่กำลังจะมีขึ้นในปีนี้



นอกจากนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ยังเห็นพ้องการเจรจาเรื่องการจัดทำสนธิสัญญาสันติภาพฉบับถาวรร่วมกับจีนและสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้ร่วมลงนามในข้อตกลงหยุดยิง โดยในส่วนของรัฐบาลวอชิงตันร่วมเป็นภาคีลงนามในฐานะกองกำลังของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นอกจากนี้ นายมุนแจอิน ยังตอบรับคำเชิญของนายคิมจองอึน อย่างเป็นทางการ เพื่อเยือนกรุงเปียงยางในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่จะถึงนี้ด้วย

และผู้นำสองเกาหลีเห็นพ้องว่านับจากนี้ ควรมีการพูดคุยและพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนการเตรียมจัดงานพบญาติสองเกาหลีครั้งใหม่ หลังว่างเว้นมานานถึง 3 ปีแล้ว โดยในเบื้องต้นรัฐบาลเปียงยางเสนอให้จัดขึ้นในวันที่ 15 ส.ค.ปีนี้ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญสำหรับสองเกาหลี ด้วยเป็นวันรำลึกถึงการประกาศอิสรภาพจากการยึดครองของจักรวรรดิญี่ปุ่น

คนอื่นๆอ่านเรื่องนี้ แล้วมักจะอ่านเรื่องต่อไปนี้ต่อ

หมวด